.
เคยสงสัยมั้ยครับว่า เวลาเราอยากได้งบกำไรขาดทุน (P&L) หรือ งบดุล (Balance Sheet) ออกมาจากระบบ ERP… ระบบมันรู้ได้อย่างไรว่าต้องดึงตัวเลขไหนมาจากไหน? 🤔
คำตอบทั้งหมดเริ่มต้นที่นี่ครับ… ผังบัญชี (Chart of Accounts)!
.
- Chart of Accounts (CoA) คืออะไร? 🏛️
- “3 Case Studies” ยอดฮิตในการออกแบบผังบัญชี (CoA Design)
- การใช้งาน Chart of Account ใน Business Central
- FAQs (คำถามที่พบบ่อย)
- Reference :
.
Chart of Accounts (CoA) คืออะไร? 🏛️
Chart of Accounts (CoA) เป็นเหมือน “ตู้เก็บเอกสารการเงินขนาดยักษ์” ของบริษัท มันคือ “สารบัญ” ที่รวบรวมรายชื่อบัญชีแยกประเภท (General Ledger – G/L) ทั้งหมดที่บริษัทใช้ในการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลทางการเงิน
มันเป็นโครงสร้างที่บอกว่า “ในแต่ละ Transaction ที่เกิดขึ้น” ข้อมูลทางการเงินของเราจะไหลไปเก็บอยู่ที่ลิ้นชักไหนบ้าง
.
ส่วนประกอบสำคัญของ “ลิ้นชัก” (G/L Account)
ในตู้เอกสารของเรา แต่ละลิ้นชักจะมีการติดป้ายบอกชัดเจน ซึ่งประกอบด้วย:
- เลขที่บัญชี (Account No.): เป็นตัวเลขกำกับ ที่ไม่ซ้ำกันเพื่ออ้างอิงถึงลิ้นชัก(บัญชี) นั้นๆ โดยปกติจะมีการจัดกลุ่มตามมาตรฐานบัญชี เช่น
1xxxx= สินทรัพย์ (Assets)2xxxx= หนี้สิน (Liabilities)- 3xxxx = ทุน (Owner’s equity)
4xxxx= รายได้ (Revenues)5xxxx= ค่าใช้จ่าย (Expenses)
- ชื่อบัญชี (Account Name): ชื่อที่อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที เช่น “เงินสด”, “ลูกหนี้การค้า”, “รายได้จากการขายในประเทศ”
- ประเภท (Account Type):
- Posting: คือ “ลิ้นชัก” ที่เราเอาเงินใส่เข้าไปจริงๆ (ตัวเลขจะถูกบันทึกที่นี่)
- Header / Total: คือ “ป้ายชื่อหมวดหมู่” ของลิ้นชัก ใช้เพื่อจัดกลุ่มและสรุปยอดรวม ไม่สามารถบันทึกรายการได้โดยตรง
- Begin-Total / End-Total: ใช้สำหรับรวมยอดของบัญชีหลายๆ ตัวเข้าด้วยกันเพื่อแสดงในรายงาน
.
แล้วมันสำคัญยังไง? (Why does it matter?)
ผังบัญชีที่ออกแบบมาอย่างดี คือหัวใจของการทำรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลครับ
- 🎯 เป็นรากฐานของทุกรายงาน: งบกำไรขาดทุน, งบดุล, งบกระแสเงินสด… ทุกรายงานทางการเงินดึงข้อมูลมาจาก “ลิ้นชัก” ในผังบัญชีนี้ทั้งสิ้น ถ้าโครงสร้างตู้เรามั่ว รายงานที่ได้ก็จะมั่วไปด้วย!
- 🎯 สร้างมาตรฐานและความคุม: ทำให้ทุกคนในองค์กรบันทึกรายการทางการเงินไปยัง “ลิ้นชัก” เดียวกันเสมอ เช่น ค่ากาแฟ ต้องลงที่
51500-ค่ารับรองเท่านั้น ไม่ใช่บัญชีอื่น - 🎯 พร้อมสำหรับการเติบโต: ผังบัญชีที่ดีจะสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้ เช่น เมื่อมีแผนกใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็สามารถเพิ่ม “ลิ้นชัก” ใหม่เข้าไปในโครงสร้างเดิมได้อย่างเป็นระเบียบ

.
สรุปง่ายๆ คือ Chart of Accounts คือแผนผังโครงสร้างของข้อมูลการเงินทั้งหมด ถ้าเราวางแผนผังนี้ได้ดีตั้งแต่แรก การทำงานใน ERP ของเราก็จะราบรื่นและเป็นระเบียบมากครับ!
.
.
“3 Case Studies” ยอดฮิตในการออกแบบผังบัญชี (CoA Design)
การออกแบบผังบัญชีที่ดีก็เหมือนการวางเสาเข็มของบ้านครับ ต้องคิดถึงการใช้งานในปัจจุบันและเผื่อการต่อเติมในอนาคตด้วย
.
🏢Case Study 1: ธุรกิจ SME หรือ Startup
- โจทย์ : ต้องการความรวดเร็ว เรียบง่าย และเริ่มใช้งานได้ทันที ไม่ซับซ้อนเกินความจำเป็น
- แนวทางการออกแบบ : “Keep It Simple”
- ใช้ Template มาตรฐาน: เริ่มต้นจากผังบัญชีมาตรฐานที่มาพร้อมกับ Business Central (เช่น Cronus) แล้วปรับแก้เล็กน้อย ลบส่วนที่ไม่ใช้ออก
- เลขบัญชีไม่ซับซ้อน: อาจใช้เลขบัญชีแค่ 4-5 หลัก ก็เพียงพอแล้ว
- เน้นใช้ Dimension: แทนที่จะสร้างบัญชีแยกย่อยเยอะๆ (เช่น
ค่าการตลาด-Facebook,ค่าการตลาด-Google) ให้สร้างบัญชีเดียวคือค่าการตลาดแล้วใช้ Dimensionช่องทางเพื่อแยกรายละเอียดแทน วิธีนี้ทำให้ผังบัญชีไม่บวมและสะอาดตา
- ผลลัพธ์: ได้ผังบัญชีที่กระชับ เข้าใจง่าย ทำให้การปิดบัญชีรายเดือนทำได้รวดเร็ว และยืดหยุ่นพอที่จะเติบโตไปกับธุรกิจได้
.
🏗️ Case Study 2: ธุรกิจที่กำลังเติบโต หรือมีหลายบริษัทในเครือ
- โจทย์ : ต้องการผังบัญชีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถรองรับการเปิดบริษัทลูก หรือสาขาใหม่ในอนาคต และต้องการเปรียบเทียบข้อมูลงบการเงินระหว่างบริษัทได้ (Consolidation)
- แนวทางการออกแบบ : “Build for Scale”
- สร้าง Corporate CoA: ออกแบบผังบัญชีกลาง “ชุดแม่” ขึ้นมาหนึ่งชุด แล้วให้ทุกบริษัทในเครือใช้โครงสร้างหลักเดียวกันนี้
- เว้นช่วงเลขบัญชี (Number Ranges): มีการเว้นช่วงของเลขที่บัญชีไว้สำหรับอนาคต เช่น
11000-11999สำหรับสินทรัพย์หมุนเวียน เพื่อให้สามารถเพิ่มบัญชีใหม่เข้าไปแทรกตรงกลางได้อย่างเป็นระเบียบ - วางแผนสำหรับ Intercompany: มีการสร้างบัญชีสำหรับรายการระหว่างกันในกลุ่มบริษัทไว้ล่วงหน้า เช่น
ลูกหนี้-บริษัทในเครือ,เจ้าหนี้-บริษัทในเครือ
- ผลลัพธ์: ลดความซับซ้อนในการทำงบการเงินรวม (Consolidated Financial Statements) และทำให้การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างบริษัทลูกทำได้ง่ายและถูกต้อง
.
🏭 Case Study 3: ธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม หรือธุรกิจขนาดใหญ่
- โจทย์ : ต้องการการวิเคราะห์ต้นทุนที่ละเอียดมาก สามารถแยกต้นทุนตามแผนก (Cost Center), ตามสายการผลิต, หรือตามโปรเจกต์ได้อย่างชัดเจน
- แนวทางการออกแบบ : “Granularity is Key”
- โครงสร้างบัญชีแบบละเอียด: มีการแบ่งหมวดหมู่บัญชีค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิตที่ละเอียดมาก เช่น แยกบัญชี
ต้นทุนวัตถุดิบ,ต้นทุนค่าแรงทางตรง,ค่าใช้จ่ายการผลิตผันแปรออกจากกันชัดเจน - ใช้เลขบัญชีหลายหลัก: อาจใช้เลขที่บัญชี 6-8 หลัก เพื่อให้สามารถจัดกลุ่มและสร้างลำดับชั้นของข้อมูล (Hierarchy) ได้ลึกขึ้น
- ผสานกับ Dimension อย่างเข้มข้น: ทุกรายการค่าใช้จ่ายจะต้องถูกระบุ Cost Center Dimension เสมอ เพื่อให้สามารถออก “งบกำไรขาดทุนตามแผนก” ได้
- โครงสร้างบัญชีแบบละเอียด: มีการแบ่งหมวดหมู่บัญชีค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิตที่ละเอียดมาก เช่น แยกบัญชี
- ผลลัพธ์: ฝ่ายบริหารได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างต้นทุนของบริษัท ทำให้สามารถตัดสินใจลดต้นทุนหรือปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างตรงจุด
.
จะเห็นว่าการ Design >> Chart of Account ให้ดีและเรียบง่าย แต่ยังได้รายละเอียดของงบการเงินที่บริษัทต้องการ จะต้องใช้ Dimension เข้ามาเป็นส่วนช่วยด้วย
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าสังสัยว่า Dimension คืออะไร และใช้งานยังไง เข้าไปอ่านที่บทความนี้ได้เลยครับ
.
.
การใช้งาน Chart of Account ใน Business Central
.
Chart of account Structure

1. หน้าตา Chart of Account ใน Business Central
นี่คือ “หัวใจ” ของระบบบัญชีครับ หน้านี้แสดง “ลิ้นชัก” (G/L Account) ทั้งหมดที่บริษัทมี ใช้สำหรับบันทึกรายการทางการเงินทุกอย่าง ตั้งแต่ สินทรัพย์ (Assets), หนี้สิน (Liabilities), รายได้ (Revenues) ไปจนถึง ค่าใช้จ่าย (Expenses)
.
2. โครงสร้างแบบ “ย่อหน้า” (Indented Structure)
- คุณจะสังเกตเห็นว่าชื่อบัญชี (Name) มันมีการ “ย่อหน้า” เข้าไปเป็นลำดับชั้น
- นี่คือการจัดกลุ่มเพื่อให้อ่านง่ายและสรุปยอด (Totaling) ได้ครับ
1000 BALANCE SHEETคือหัวข้อที่ใหญ่ที่สุด- ย่อหน้าเข้ามาคือ
1002 ASSETS(สินทรัพย์)- ย่อหน้าเข้ามาอีกคือ
1003 Fixed Assets(สินทรัพย์ถาวร)- และย่อเข้ามาอีกคือ
1100 Land and Buildings(ที่ดินและอาคาร)
- และย่อเข้ามาอีกคือ
- ย่อหน้าเข้ามาอีกคือ
- ย่อหน้าเข้ามาคือ
.
3. ความหมายของ Account Type (ประเภทบัญชี)
นี่คือคอลัมน์ที่สำคัญที่สุดคอลัมน์หนึ่งเลยครับ:
- Heading (หัวข้อ):
- ตัวอย่าง:
1000 BALANCE SHEET - ความหมาย: เป็นแค่ “หัวข้อ” หรือ “ป้ายชื่อ” ตัวใหญ่ๆ ใช้เพื่อจัดกลุ่มเท่านั้น ไม่สามารถบันทึกรายการ (Post) ลงไปได้
- ตัวอย่าง:
- Begin-Total (เริ่มต้น-รวมยอด):
- ตัวอย่าง:
1005 Tangible Fixed Assets - ความหมาย: เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการรวมยอดครับ บอกระบบว่า “เริ่มนับผลรวมของทุกบัญชีตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไปนะ”
- ตัวอย่าง:
- Posting (บัญชีสำหรับบันทึก):
- ตัวอย่าง:
1110 Land and Buildings - ความหมาย: นี่คือ “ลิ้นชักตัวจริง” 📥 ที่เราจะบันทึกตัวเลขลงไปครับ บัญชีเดียวที่สามารถมี Net Change (ยอดเคลื่อนไหว) ได้คือบัญชีประเภทนี้เท่านั้น
- ตัวอย่าง:
- End-Total (สิ้นสุด-รวมยอด):
- ตัวอย่าง:
1395 Tangible Fixed Assets, Total - ความหมาย: เป็น “จุดสิ้นสุด” ของการรวมยอด บอกระบบว่า “ให้รวมยอดทุกบัญชี ตั้งแต่ Begin-Total (เช่น
1005) จนถึง End-Total นี้ (เช่น1385) มาแสดงผลรวมที่บรรทัดนี้”
- ตัวอย่าง:
- ซึ่ง 1005..1395 จะถูกเซตที่ช่อง Totaling
.
.
FAQs (คำถามที่พบบ่อย)
Q : ถ้าออกแบบผังบัญชีผิดไปแล้ว แก้ไขทีหลังได้ไหม?
A : แก้ไขได้ แต่ยากและมีความเสี่ยงสูงครับ! การเปลี่ยนโครงสร้างหลักของผังบัญชีหลังจากเริ่มใช้งานไปแล้วเปรียบเสมือนการทุบเสาเข็มของบ้านที่สร้างไปแล้ว มันส่งผลกระทบต่อข้อมูลในอดีตทั้งหมด ดังนั้น การวางแผนให้ดีตั้งแต่แรกจึงสำคัญที่สุด ควรปรึกษานักบัญชีและที่ปรึกษาเพื่อออกแบบโครงสร้างที่ยืดหยุ่นตั้งแต่ต้นครับ
.
Q : ผังบัญชีควรมีกี่บัญชี ถึงจะเรียกว่าดี?
A : ไม่มีคำตอบตายตัวครับ คำตอบที่ดีที่สุดคือ “ละเอียดพอที่จะให้ข้อมูลเชิงลึก แต่เรียบง่ายพอที่จะบริหารจัดการได้” ถ้าละเอียดเกินไปจะทำให้ดูแลรักษายาก แต่ถ้าง่ายเกินไปก็จะไม่สามารถวิเคราะห์อะไรได้เลย หลักการที่ดีคือ ใช้ Dimension ช่วยในการวิเคราะห์แทนการสร้างบัญชีแยกย่อยที่ไม่จำเป็น
.
Q : Chart of Accounts กับ Dimension ทำงานร่วมกันอย่างไร?
A : ให้คิดง่ายๆ แบบนี้ครับ:
Chart of Accounts บอกว่า “มันคือค่าอะไร?” (What) -> เช่น ค่าโฆษณา
Dimension บอกว่า “มันเกิดขึ้นเพื่อใคร/ที่ไหน/ทำไม?” (Who/Where/Why) -> เช่น เพื่อ แผนกการตลาด, สำหรับ แคมเปญ A
ทั้งสองอย่างทำงานเสริมกันเพื่อให้เราได้ข้อมูลที่สมบูรณ์แบบที่สุดครับ
.
Q : G/L Account Categories คืออะไร และสำคัญอย่างไร?
A : ถ้า G/L Account คือ “ลิ้นชัก” เก็บเอกสาร
G/L Account Categories ก็คือ “ป้ายกำกับอัจฉริยะ” 📊 ที่เราแปะไว้หน้าลิ้นชักแต่ละอันครับ
มันคือการบอกระบบ Business Central ว่า “ลิ้นชัก” บัญชีนี้ จัดอยู่ในหมวดหมู่งบการเงินประเภทไหน เช่น สินทรัพย์หมุนเวียน, หนี้สินหมุนเวียน, รายได้, ต้นทุนขาย ฯลฯ
ความสำคัญ: มันทำให้การสร้างรายงานทางการเงินพื้นฐาน (เช่น งบดุล, งบกำไรขาดทุน) กลายเป็นเรื่อง อัตโนมัติ! ระบบจะรู้ได้ทันทีว่าต้องดึงตัวเลขจากบัญชีไหนไปแสดงในบรรทัดไหนของรายงาน นี่คือฟีเจอร์ที่คนมักมองข้ามแต่ทรงพลังมากในการประหยัดเวลาทำรีพอร์ตครับ
.
Q : ถ้าไม่ต้องการใช้ G/L Account แล้ว สามารถลบได้หรือไม่?
A : คำตอบสั้นๆ คือ: ได้, แต่มีเงื่อนไขครับ! 🚫
เงื่อนไขคือ: บัญชีนั้นจะต้อง ไม่มียอดคงเหลือ (Balance = 0) และ ต้องไม่เคยมีรายการเคลื่อนไหว (No Ledger Entries) ใน (Fiscal Year) นั้น มาก่อน
แล้วถ้าไม่ต้องการให้ใช้ G/L นั้นแล้วต้องทำอย่างไร?: วิธีที่ถูกต้องคือการ “Block” บัญชีนั้นครับ การบล็อกจะเหมือนการนำป้าย “ห้ามใช้” ไปติดไว้หน้าลิ้นชัก ทำให้ไม่มีใครสามารถบันทึกรายการใหม่เข้าบัญชีนี้ได้อีกต่อไป แต่มันยังคงเก็บข้อมูลในอดีตทั้งหมดไว้เพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง (Audit Trail) ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดทางบัญชีครับ

.
นอกจากนั้น ถ้าอยากป้องกันไม่ให้ใครเผลอมาลบ G/L นั้นได้ ต่อให้บัญชีนั้น ไม่มียอดคงเหลือ (Balance = 0) และ ไม่เคยมีรายการเคลื่อนไหว (No Ledger Entries) ใน (Fiscal Year) นั้น ทำได้โดย
- ให้ติ๊ก Block Deletion of G/L Accounts
- และใส่วันที่ Check G/L Acc. Deletion After
- เช่น ตามรูปตัวอย่าง ระบบจะ “ล็อก” ไม่ให้ลบบัญชีทั้งหมดที่มีการเคลื่อนไหวในปีปัจจุบัน (
2025) - แต่ยังคง “เปิดโอกาส” ให้ลบบัญชีเก่าๆ ที่เลิกใช้งานไปแล้ว (เช่น บัญชีที่เคลื่อนไหวในปี 2024 และเก่ากว่านั้น และยอดเป็น 0) ออกจากระบบได้

.
Reference :
https://learn.microsoft.com/th-th/training/modules/chart-accounts-dynamics-365-business-central/


Leave a comment